โครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา

โครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา บอยด์ได้รวบรวมกลุ่มผู้คิดค้นที่กลายมาเป็นกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ มาเฟียเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา กลุ่มสามารถหาทุนในการศึกษาและประเมินผลทฤษฎีอี-เอ็มของพวกเขา เจเนรัล ไดนามิกส์ได้รับเงินจำนวน 149,000 ดอลลาร์สหรัฐ และนอร์ทธรอปได้รับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำการพัฒนาแบบความคิดที่จะใช้เป็นตัวทฤษฎีอี-เอ็มของบอยด์ งานของพวกเขานำไปสู่วายเอฟ-16 และวายเอฟ-17 ตามลำดับ

แม้ว่าเหล่าผู้สนับสนุนโครงการเอฟเอ็กซ์ของกองทัพอากาศยังคงไม่ชอบความคิดนี้เพราะพวกเขาเข้าใจว่ามันเป็นภัยต่อโครงการเอฟ-15 ความคิดโครงการเอดีเอฟได้รับการสนับสนุนจากพลเมืองภายใต้ผู้รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเดวิด แพ็คคาร์ด ผู้ท่ชอบความคิดในการแข่งขันหาต้นแบบ ผลที่ได้คือในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2514 กลุ่มศึกษาต้นแบบของกองทัพอากาศถูกตั้งขึ้นมาโดยมีบอยด์เป็นคนสำคัญ และแบบเสนอสองแบบจากหกก็ได้รับทุน แบบหนึ่งคือเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบาหรือแอลดับบลิวเอฟ การร้องข้อเสนอเกิดขึ้นในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2515 ต้องการเครื่องบินขับไล่กลางวันขนาด 9,100 กิโลกรัมพร้อมกับอัตราการเลี้ยวที่ดี การเร่งและพิสัย และสามารถทำการต่อสู้ที่ความเร็ว 0.6-1.6 มักได้และทำการได้ในระดับความสูง 30,000-40,000 ฟุต นี้คือขอบเขตซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐคาดว่าการต่อสู้กลางอากาศในอนาคตส่วนมากจะเกิดขึ้น โดยมีพื้นฐานมาจากสงครามเวียดนาม สงครามหกวัน และสงครามอินโด-ปากีสถาน ราคาที่คาดกันในการผลิตเครื่องบินคือ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แผนการผลิตนี้เป็นเพียงการคาดเดาตามที่กองทัพอากาศนั้นไม่มีข้อผูกมัด และอันที่จริง ไม่มีแผนที่จะหาผู้ชนะ ซึ่งจะต้องประกาศในเดือนพฤษภาคม

บริษัทห้าบริษัทตอบสนองและในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2515 มีการประกาศผู้ชนะในการพัฒนาต้นแบบและทำการทดสอบคือโมเดล 908-909 ของโบอิง และ โมเดล 401 ของเจเนรัล ไดนามิกส์ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นหน่วยเอสเอสเอ ได้ลดโบอิงไปอยู่ที่สามตามหลังพี-600 ของนอร์ทธรอป เจเนรัล ไดนามิกส์และนอร์ทธรอฟได้รางวัลในการทำสัญญามูลค่า 37.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 39.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างวายเอฟ-16 และวายเอฟ-17 ตามลำดับ โดยทำการบินครั้งแรกของทั้งสองแบบนั้นวางแผนเอาไว้ในต้นปีพ.ศ. 2517 เพื่อเอาชนะคนใหญ่คนโตในกองทัพอากาศ กลุ่มมาเฟียเครื่องบินขับไล่และผู้สนับสนุนแอลดับบลิวเอฟได้สนับสนุนความคิดการใช้เครื่องบินราคาสูงและต่ำผสมกัน ความคิดนี้จะระบุความสัมพันธ์ของเอฟ-15 และเอฟ-16 และต่อมาก็คือเอฟ-22 แร็พเตอร์และเอฟ-35 ไลท์นิ่ง 2

รถถังประจัญบาน เมอร์คาวา รุ่นมาร์ค 4

รถถังประจัญบาน เมอร์คาวา รุ่นมาร์ค 4 เป็นรุ่นพัฒนาล่าสุดของเมอร์คาวาและได้พัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 การพัฒนาดังกล่าวเปิดตัวในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ตาม เมอร์คาวา มาร์ค 3 ยังคงผลิตต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2546 เมอร์คาวา มาร์ค 4 คันแรกๆ ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2547

เอกลักษณ์
มาร์ค 4 มีระบบควบคุมการยิงแบบใหม่ของบริษัทเอล-ออพ เรียกว่า ไนท์ มาร์ค 4 มีเกราะแยกส่วนที่ถอดได้แบบมาร์ค 3ดี โดยนำมาติดตั้งรอบตัวรถ รวมทั้งด้านบนและรูปทรงวีที่ใต้ท้องรถ ระบบเกราะนี้ถูกออกแบบเพื่อให้รถถังได้รับการซ่อมแซมที่รวดเร็วและกลับเข้ารบให้เร็วที่สุด

กระสุนถูกเก็บไว้ในที่เก็บกันไฟ ซึ่งลดโอกาสที่กระสุนจะระเบิดเมื่อถูกความร้อนเมื่อเกิดไฟไไหม้ในรถถัง ในป้อมปืนนั้นจะไม่มีกระสุนอยู่เลย

นอกจากนี้ยังมีการปรับรูปร่างของรถถัง สีไม่สะท้อน และเกราะสำหรับไอเสียรถที่จะผสมกับอากาศทำให้เกิดภาพความร้อนที่ข้าศึกสับสน โดยเป็นโครงการที่นำมาจากกองทัพอากาศอิสราเอลเพื่อให้รถถังตกเป็นเป้าได้ยากขึ้นในจอเรดาร์และตัวจับความร้อนของศัตรู

มาร์ค 4 มีปืนขนาด 120 มม.ที่ใหญ่กว่าของรุ่นอื่นๆ แต่สามารถยิงกระสุนได้หลากหลายกว่า อย่างกระสุนระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถังและกระสุนแซ็บบ็อตอย่างกระสุนเจาะเกราะด้วยพลังงานจลน์ โดยใช้แม็กกาซีนแบบหมุนกึ่งไฟฟ้าที่บรรจุกระสุน 10 นัด นอกจากนี้ยังมีปืนกลขนาด 12.7 มม.ที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อจัดการเป้าหมายที่เป็นยานพาหนะ

ระบบควบคุมการยิง
ระบบควบคุมการยิงแบบใหม่ทำให้เมอร์คาวาสามารถยิงเฮลิคอปเตอร์สัญชาติรัสเซียอย่างมิล เอ็มไอ-24 และฝรั่งเศสอย่างกาเซล์ได้

ตีนตะขาบแบบใหม่
มาร์ค 4 มีระบบตีนตะขาบที่เรียกว่า ทีซอว์ส ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ทดทานต่อพื้นหินบะซอลต์ในเลบานอนและที่ราบสูงโกลัน T

ระบบจัดการสนามรบแบบดิจิตอล
มาร์ค 4 มีระบบจัดการสนามรบด้วยดิจิตอลของบริษัทเอลบิท เป็นระบบที่ใช้ข้อมูลจากเป้าหมายและยูเอวีในสนามรบ มาแสดงข้อมูลบนจอสีและส่งต่อรหัสข้อมูลไปยังหน่วยรบอื่นๆ ที่มีระบบจัดการสนามรบดังกล่าว

การซ่อมแซมที่รวดเร็วและการลดค่าใช้จ่าย
เมอร์คาวา มาร์ค 4 ถูกออกแบบมาสำหรับการซ่อมบำรุงที่รวดเร็วและสามารถเปลี่ยนเกราะใหม่เพื่อทดแทนเกราะที่เสียหายได้ไวขึ้น ด้วยการใช้เกราะแยกส่วนทำให้สามารถทำการถอดและติดตั้งได้อย่างสะดวก นอกจากนี้แล้วมันยังถูกออกแบบมาให้ประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการผลิตและการซ่อมบำรุง ทำให้เมอร์คาวมามีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่ารถถังหลายแบบของประเทศยุโรป

จระเข้ เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่

จระเข้ เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ มีลักษณะโดยรวมคือ ส่วนปลายของหัวแผ่กว้างหรือเรียวยาว ขากรรไกรยาวและกว้าง เมื่อหุบปากแล้วจะเห็นฟันซี่ที่ 4 ของขากรรไกรล่างเนื่องจากขอบปากบนตรงตำแหน่งนี้เป็นรอยหยักเว้า ส่วนปลายของขากรรไกรล่างข้างซ้ายและข้างขวาเชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่แคบ กระดูกเอนโทพเทอรีกอยด์อยู่ชัดกับแถวของฟันที่กระดูกแมคซิลลา กระดูกพาลามีนมีก้านชิ้นสั้นอยู่ทางด้านหน้าและไม่ถึงช่องในเบ้าตา พื้นผิวด้านบนของลิ้นไม่มีสารเคอราติน ต่อมขจัดเกลือบนลิ้นมีขนาดใหญ่ มีก้อนเนื้อที่ปลายปากนูนสูงที่ช่องเปิดรูจมูกเรียกว่า ก้อนขี้หมา หรือ หัวขี้หมา ซึ่งจะแตกต่างออกไปตามชนิดและเพศหรือขนาด โคนหางเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่และแข็งแรงเรียกว่า “บ้องตัน” ใช้ในการฟาดเพื่อป้องกันตัว หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำ

จระเข้ ถือเป็นสัตว์ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาาหร เนื่องจากเป็นสัตว์ผู้ล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ยกเว้นจระเข้ในวัยอ่อน ที่ตกเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่กว่าชนิดต่าง ๆ ได้ จระเข้ตัวโตเต็มวัยจะมีพฤติกรรมกินอาหารแบบหมุนตัว กล่าว คือ เมื่อจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ขณะอยู่ใต้น้ำและต้องการกินเหยื่อจะใช้ปากงับไว้และหมุนตัวเองเพื่อฉีกเนื้อเหยื่อออกเป็นชิ้น ส่วนเหยื่อที่มีขนาดเล็กถูกบดให้แหลกด้วยลิ้นขนาดใหญ่โดยใช้ลิ้นดันเหยื่ออัดแน่นกับเพดานของอุ้งปาก นอกจากนี้แล้วจระเข้ยังกลืนก้อนกรวดหรือก้อนหินเข้าไปในกระเพาะเพื่อช่วยในการบดอาหารด้วย

แบ่งออกได้เป็น 3 สกุล 14 ชนิด พบได้ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของทุกทวีปทั่วโลก นับว่ามีจำนวนสมาชิกมากและหลากหลายที่สุดของอันดับจระเข้ที่ยังพบคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

มักอาศัยบริเวณป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะหากินในน้ำเป็นหลัก บางชนิดหรือบางพื้นที่อาจพบได้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำใกล้ทะเล ในประเทศไทยพบ 3 ชนิด คือ จระเข้บึง หรือ จระเข้น้ำจืด อ้ายเคี่ยม หรือ จระเข้น้ำเค็ม และ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในวงศ์นี้

วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ตั้งอยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก

วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ตั้งอยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (บริเวณกรมทหารเก่า) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้จัดพระราชพิธี ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระอัครมเหสี พระสุริโยทัย ที่ในสวนหลวง ภายในวัดสบสวรรค์ แล้วโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นตรงพระเมรุ มีเจดีย์สูงใหญ่สี่เหลี่ยม ทรงย่อไม้มุมสิบสอง บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสุริโยทัย พระอารามที่โปรดให้สร้างขึ้นที่สวนหลวง กับวัดสบสวรรค์ จึงรวมเรียกว่า ” วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ” ปัจจุบันยังมีพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสำคัญ เรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย ปัจจุบัน วัดสวนหลวงสบสวรรค์ เป็นวัดร้าง มีสภาพเป็นพื้นดินว่างเปล่า

ช้างทรงของพระมหาจักรพรรดิคือ พลายแก้วจักรพรรดิ สูงหกศอกคืบห้านิ้ว สมเด็จพระสุริโยไททรงแต่งพระองค์เป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงเครื่องสำหรับราชณรงค์ เสด็จทรงช้างชื่อ พลายทรงสุริยกษัตริย์ สูงหกศอกป็นพระคชาธาร ถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยพระแสงของ้าวที่พระอังสาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง ช้างของพระเจ้าแปรผู้ประหารพระนาง คือพลายเทวนาคพินายสูงหกศอกคืบเจ็ดนิ้ว สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสอบสวนตำแหน่งสถานที่ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในพงศาวดาร เพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้น จึงเป็นเหตุให้ทราบถึงตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ และพบเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

ทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศออสเตรเลีย

ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศออสเตรเลีย ในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย ทีมชาติออสเตรเลียมีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการคือ ซอกเกอร์รูส์ หรือ จากชื่อเต็มว่า แควนตัสซอกเกอร์รูส์ โดยสายการบินแควนตัสเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมชาติ ทีมชาติออสเตรเลียในอดีตได้ร่วมเล่นในการแข่งขันของ สมาพันธ์ฟุตบอลโอเชียเนีย จนกระทั่งในปี 2549 ได้ย้ายมาร่วมเล่นกับทีมอื่นในทวีปเอเชีย ภายใต้ สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย ผลงานของทีมชาติออสเตรเลียนั้น ได้ร่วมเล่นในฟุตบอลโลก 3 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1974 ฟุตบอลโลก 2006 และ ฟุตบอลโลก 2010 สำหรับในระดับภูมิภาคนั้น ได้ชนะการแข่งขันโอเอฟซีเนชันส์คัพ 4 ครั้ง ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับทีมอื่นในเอเชีย

นิวซีแลนด์ หมายถึง “ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว” ซึ่งเป็นการทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ) เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ รวมถึงเกาะเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนตะวันตกเฉียงใต้ – นิวซีแลนด์มีเมืองหลวงชื่อเวลลิงตัน นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ห่างไกลจากประเทศอื่น ๆ มากที่สุด[ต้องการอ้างอิง] ประเทศที่อยู่ใกล้ที่สุดคือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะใหญ่ 2,000 กิโลเมตร โดยที่มี ทะเลแทสมันกั้นกลาง ดินแดนเดียวที่อยู่ทางใต้คือทวีปแอนตาร์กติกา และทางเหนือคือนิวแคลิโดเนีย ฟิจิ และตองกา นิวซีแลนด์ได้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยสนธิสัญญาไวตางี ซึ่งได้สัญญาไว้ว่าจะให้สิทธิในการเป็นผู้นำชนเผ่าอย่างเต็มรูปแบบ แก่ชาวมาวรีพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ ในปัจจุบันความหมายที่แน่นอนของสนธิสัญญานี้ยังคงเป็นข้อพิพาท

และยังคงเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและความไม่พอใจกันอยู่เนื่องจากมีการแปลสนธิสัญญาทั้งสองฉบับไม่ตรงกัน โดยในฉบับภาษาอังกฤษมีใจความว่าสหราชอาณาจักรจะปกครองประเทศและประชาชนของประเทศ ในขณะที่ในฉบับภาษามาวรีมีใจความว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นฝ่ายสนับสนุนการปกครองของผู้นำที่ชาวมาวรีพึงใจให้ปกครอง นิวซีแลนด์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นประเทศอิสระที่ใช้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และอยู่ภายใต้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นราชินีพระองค์เดียวกับที่ทรงปกครองประเทศอื่นในเครือจักรภพแห่งอังกฤษ เช่น ออสเตรเลีย ฟิจิ ฯลฯ นิวซีแลนด์รับผิดชอบการต่างประเทศของหมู่เกาะคุกและนีอูเอ ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองตนเองพิเศษโดยมีรัฐบาลราชอาณาจักรนิวซีแลนด์เป็นผู้ชี้แนะและปกครองโตเกเลาเป็นเมืองขึ้น

ดิ อเวนเจอร์ส เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่

ดิ อเวนเจอร์ส เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ สร้างโดยมาร์เวล สตูดิโอส์ และจัดจำหน่ายโดย วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส กำหนดตารางจัดฉายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เป็นการรวมตัวของเหล่าสุดยอดซูเปอร์ฮีโร่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ประกอบไปด้วยซูเปอร์ฮีโร่จากมาร์เวลอย่าง ไอรอนแมน,เดอะ ฮัลค์, ธอร์, กัปตันอเมริกา, ฮอว์คอาย และ แบล็ควิโดว์

ภาพยนตร์ ดิ อเวนเจอร์ส เข้าฉายในประเทศไทยในวันที่ 1 พฤษภาคม ก่อนเข้าฉายในอเมริกาเหนือในอีกสามวันต่อมา โดยทำรายได้เปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกที่เข้าฉายรวม 207.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินเปิดตัวสูงสุดในอเมริกาเหนือ นำหน้า แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ภาค 2 และทำรายได้รวมทั่วโลกกว่า 1.51 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

เนื้อเรื่องย่อ การรวมตัวของเหล่าสุดยอดซูเปอร์ฮีโร่อย่าง ไอรอน แมน, ดิ อินเครดิเบิ้ล ฮัลค์, ธอร์, กัปตัน อเมริกา, ฮอร์คอาย และ แบล็ควิโดว์ เมื่อศัตรูตัวร้ายที่ไม่คาดฝันได้เข้ามารุกรานและหมายจะครอบรองโลก นิค ฟิวรี่ ผู้อำนายการองค์กรป้องกันความสงบสุขระหว่างประเทศที่รู้จักในนามของหน่วย S.H.I.E.L.D. (ชีลด์) ต้องการสร้างทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องโลกให้พ้นจากหายนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ การเสาะหาสมาชิกแบบพลิกแผ่นดินจึงเกิดขึ้น

การประเมินระดับคุณภาพรอบสุดท้ายของเอเอฟซี

การประเมินระดับคุณภาพรอบสุดท้ายของเอเอฟซี การประเมินผลได้ดำเนินการโดยคณะกรรมการเอเอฟซีโปร-ลีก จะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ศักยภาพด้านการตลาด สถานะทางการเงินของลีกและสโมสรในลีกนั้น หนึ่งลีกมีโควต้าส่งสโมสรเข้าร่วมได้สูงสี่ทีม แต่ไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนสโมสรที่เข้าร่วมลีกสูงสุดของประเทศนั้น แต่อาจมีบางลีกที่จะต้องส่งสโมสรเช้าเล่นรอบคัดเลือก สโมสรที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเอเอฟซีคัพในปีก่อนหน้านี้มีสิทธิ์ได้ลงเล่นรอบคัดเลือกเพื่อจะผ่านเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกรอบสุดท้าย ผลการประเมินครั้งล่าสุด เดือนพฤศจิกายน 2553, และทางเอเอฟีจะมีการประเมินทุกสองปี อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทราบว่าเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่จะยากที่จะสามารถดำเนินการได้ในเวลาเอเอฟซีจึงตัดสินใจที่จะรักษาโครงการจัดสรรที่มีอยู่สำหรับสองฤดูกาลมากขึ้นและเลื่อนการประกาศของการจัดอันดับใหม่เป็นเวลาหนึ่งปีจนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 การจัดอันดับนี้คาดว่าจะถูกนำไปใช้สำหรับฤดูกาล 2013 เป็นต้น

เอเอฟซีจะประกาศจำนวนทีมที่ได้เข้าแข่งขันในปีนี้ โดยจะประกาศในวันที่ 25 มกราคม 2557 รอบคัดเลือกสิบแปดทีม, เตะแบบน๊อกเอาท์สามรอบ เพื่อหาสี่ทีมเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม รวมทั้งสามสิบสองสโมสร โดยจะแบ่งออกเป็นแปดกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมี 4 ทีม โดยที่จะแบ่งเป็นโซนจากที่ตั้งของประเทศ คือ โซนเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สโมสรจะถูกจัดในกลุ่ม E ถึง H และส่วนที่เหลือจะจัดไปอยู่ในกลุ่ม A ถึง D ในกลุ่มเป็นพบกันหมดสองรอบ รวมเป็นหก นัด สโมสรที่ชนะจะได้ สามคะแนน ,เสมอ หนึ่งคะแนน และแพ้ศูนย์คะแนน การจัดลำดับในกลุ่ม พิจารณาจากคะแนน พิจารณาจากผลผลต่างของประตูได้ และประตูเสียระหว่างสองทีม พิจารณาเฉพาะประตูได้ระหว่างสองทีม พิจารณาจากผลต่างของประตูได้ และประตูเสีย พิจารณาเฉพาะประตูได้ ทีมอันดับหนึ่ง และสอง เข้าสู่รอบน๊อกเอาท์ รอบน๊อกเอาท์, รอบสิบหกทีม อันดับหนึ่ง ของกลุ่ม พบ อันดับสองของกลุ่ม, เล่นเหย้าเยือน รอบน๊อกเอาท์, รอบแปดทีม และ รอบรงชนะเลิศ จะเอาทั้งแปดทีมมาหิบฉลาก; เริ่มครั้งแรกฤดูกาล 2010 โดยที่สโมสรจากเดียวกันจะไม่เจอกันในรอบก่อนรองชนะเลิศ และจะทำการแข่งกันสองนัดแบบเหย้า-เยือน ทีมที่มีประตูรวมดีกว่าเป็นผู้ชนะ ถ้าเสมอกันจะทำการต่อเวลาพิเศษ และดวลลูกโทษที่จุดโทษตามลำดับ รอบชิงชนะเลิศ หนึ่งเกมเก้าสิบนาทีที่สนามเป็นกลาง ถ้าเสมอกันจะทำการต่อเวลาพิเศษ และดวลลูกโทษที่จุดโทษตามลำดับ งบประมาณสำหรับการแข่งขันได้เพิ่มขึ้นจากสี่ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2008 และยี่สิบล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2009 กับเงินรางวัลรวมตอนนี้เท่ากับ สิบสี่ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ชนะจะได้รับ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเงินรางวัลพร้อมเงินรางวัลเพิ่มเติมที่ได้จากรอบก่อนหน้า

วัดราชนัดดารามวรวิหาร หรือ “วัดราชนัดดา”

วัดราชนัดดารามวรวิหาร หรือ “วัดราชนัดดา” ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมมหากาฬ ติดกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นพลับพลารับแขกเมือง เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใกล้กับวัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2389 ตรงกับปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บนสวนผลไม้เก่าเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ พระราชทานเป็นเกียรติแก่พระราชนัดดา คือ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างโลหะปราสาท แทนการสร้างเจดีย์ นับเป็นโลหะปราสาทแห่งแรกของไทย โดยสร้างเป็นอาคาร 7 ชั้น มียอดปราสาท 37 ยอด หมายถึงโพธิปักขิยธรรมในพระพุทธศาสนา 37 ประการ ยอดปราสาทชั้น 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กลางปราสาทเป็นช่องกลวง มีบันไดเวียน 67 ขั้น ให้เดินขึ้นไปดูทิวทัศน์ข้างบนได้

สำหรับสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในวัดราชนัดดารามนี้ก็ยังเป็นแบบไทย พระอุโบสถเป็นมีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกงดงาม ภายในประดิษฐานพระประธานพระนามว่า “พระเสฏฐตมมุนี” ส่วนพระวิหารก็เป็นศิลปะแบบไทยเช่นกัน ภายในมีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นประธาน พระนามว่า “พระพุทธชุติธรรมนราสพ”

แต่เดิมโลหะปราสาทไม่ได้ตั้งเด่นเป็นสง่าเมื่อผ่านมาทางถนนราชดำเนินเหมือนในปัจจุบัน เพราะมีการก่อสร้างโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย หัวมุมถนนราชดำเนิน ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกของไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2532 จึงได้มีการรื้อศาลาเฉลิมไทย เพื่อเปิดมุมมองทางเข้าเกาะรัตนโกสินทร์จากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก่อสร้างเป็น ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ พื้นที่โดยรอบเป็นลานกว้าง จัดสร้างพลับพลาที่ประทับ เพื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งต่อมาคือ รัชกาลที่ 3 และสร้างเสร็จในรัชกาลปัจจุบัน

ไพ่จับหมู เป็นเกมไพ่คล้ายฮาร์ทส์ เล่นกันสี่คน

ไพ่จับหมู เป็นเกมไพ่คล้ายฮาร์ทส์ เล่นกันสี่คน มีการลงไพ่ครั้งละ 1 ใบ เมื่อผู้เล่นลงไพ่คนละ 1 ใบครบทั้ง 4 คนก็นับว่าเป็น 1 ครั้งหรือ 1 ทริก ในแต่ละครั้งใครลงไพ่แต้มสูงก็เป็นผู้กินคือเก็บไพ่ทริกนั้นไป ซึ่งไพ่บางใบมีแต้ม ไพ่บางใบไม่มี แต่ละรอบลงไพ่กันสิบสามทริก มีการจดแต้มไว้ในแต่ละรอบสะสมกันไปจนจบเกม เกมจะจบเมื่อผู้คนใดคนได้แต้มสะสมรวมได้แต้มสูงสุดหรือต่ำสุดตามแต่จะตกลงกัน เช่น +500 แต้มหรือ -500 แต้ม เป็นต้น ส่วนมากเกมจะจบลงที่ทุกคนได้คะแนนเป็นลบ ใครได้แต้ม -500 ก่อนเรียกว่าเป็น หมู แต่ก็เคยปรากฏว่าผู้ชนะได้แต้มรวมเป็นบวกก็มี

กติกา แจกไพ่หมดทั้งกองให้ผู้เล่นทั้งสี่คน ได้คนละ 13 ใบเท่ากัน ในรอบแรกผู้ที่มีไพ่ 2 ดอกจิกจะต้องเป็นผู้ลงไพ่คนแรกของรอบ หรือเรียกกันว่าเป็นผู้ lead ก่อน และต้อง lead ด้วย 2 ดอกจิก มีคำถามว่าทำไมถึงต้อง lead ด้วย 2 ดอกจิก คำตอบก็คือดอกจิกเป็นหน้าที่เป็นกลางกว่าหน้าอื่น และการ lead ด้วย 2 ซึ่งเป็นตัวเล็กที่สุดจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันน้อยที่สุด

การ lead ไพ่จะหงายไพ่ลงตรงกลางวง โดยผู้ lead จะเลือกไพ่หน้า ดอก ไหนก็ได้ ยกเว้นทริกแรกที่ต้อง lead ด้วย 2 ดอกจิกดังกล่าว ผู้เล่นคนถัดไปคือคนทางซ้ายมือ leader จะต้องลงไพ่หนึ่งใบที่เป็นหน้า ดอก เดียวกันกับไพ่ของ leader เท่านั้น เช่น Leader วาง 8 ดอกจิก เป็นใบแรก ในวงรอบนั้นจะต้อง ลงหน้า ดอกจิก เท่านั้น ยกเว้นว่าจะไม่มีหน้าไพ่นั้น ๆ ที่เรียกกันว่า วอยด์ void จึงจะสามารถเลือกใพ่ใบไหนในมือวางลงไปก็ได้ แต่เฉพาะในทริกแรก ห้ามลงไพ่ที่มีแต้ม ห้ามยัด เมื่อลงไพ่ครบสี่คนแล้ว จึงจะดูว่าแต้มหน้าไพ่ของใครสูงที่สุด ดูเฉพาะไพ่หน้าเดียวกับผู้ Lead เท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชนะได้กินไพ่ทั้ง 4 ใบไป และผู้กินจะเป็นคน lead ในทริกต่อไป เล่นกัน 13 ทริก เมื่อไพ่หมดมือก็จะนับแต้มของไพ่ที่ได้มา จดแต้มแล้วแจกไพ่ใหม่ และเกมต่อ ๆ ไปได้คนที่ได้กินครั้งสุดท้าย การ lead รอบที่ 13 จะเป็นคนลีดในเกมถัดไป เล่นจนกว่าจะมีคนได้ครบแต้มสูงสุดหรือต่ำสุดตามแต่จะตกลงกันก็ถือว่าจบเกม

พระอุโบสถ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงไทย

พระอุโบสถ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงไทย กว้าง 18.24 เมตร ยาว 25.20 เมตร หลังคาลด 2 ชั้น หน้าบันเป็นลายดอกพุดตาน ด้านหน้าและด้านหลังมีประตูเข้าออกด้านละ 2 ประตู หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ พระประธานในพระอุโบสถหล่อในปี 2371 อันเป็นปีที่เริ่มสร้างพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 1.99 เมตร สูง 1.625 เมตร ประกอบด้วยพระพุทธลักษณะอันงดงาม พระพุทธรูปองค์นี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ให้ช่างชาวไทยเป็นผู้หล่อ ได้ว่าจ้างช่างลงรักปิดทองมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวกันว่ามีฝีมือและกรรมวิธีการปิดทองดีเยี่ยม มาปิดทองพระพุทธรูป และถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกที่นำช่างฝีมือปิดทองเป็นชาวต่างชาติจากประเทศญี่ปุ่น

พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถ เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติแก่วัดว่า “พระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา ” แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาประเสริฐสุดโดยธรรม

พระอุโบสถนี้ได้รับการซ่อมแซมเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐินณ วัดประยุรวงศาวาส ได้มีกระแสพระราชดำรัสรับสั่งว่า เสาภายในพระอุโบสถห่างกันมากจนน่ากลัวเป็นอันตราย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ( ช่วง บุนนาค ) เมื่อครั้งเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหมจึงได้ก่อเสารายในพระอุโบสถเพิ่มเติมอีกด้านละ 2 ต้น จากเดิมที่เคยมีเสารายด้านละ 4 ต้น รวมเป็นเสารายทั้งสิ้นด้านละ 6 ต้น มีระยะห่างกันต้นละ 3 ศอกเศษ

ต่อมา พ.ศ. 2422 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ให้ซ่อมแซมพระอุโบสถอีกครั้ง โดยรื้อช่อฟ้าใบระกาของเก่าออกและปลี่ยนทำใหม่ จัดการดึงพระประธานที่ทรุดเอียงไปทางทิศตะวันตกให้ตรงดังเดิม

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2487 เวลา 11.30 น. สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดประยุรวงศาวาสประสบภัยจากลูกระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งลงจากเครื่องบินรบหวังทำลายสะพานพระพุทธยอดฟ้า แรงระเบิดทำให้เสนาสนะและถาวรวัตถุหลายแห่งต้องหักพังและชำรุดเสียหายเป็นอันมาก พระอุโบสถก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน คณะกรรมการวัดประยุรวงศาวาสจึงได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง

ใน พ.ศ. 2533 พระเทพประสิทธิคุณ (มงคล วิโรจโน) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสได้จัดให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถทั้งส่วนหลังคาฝาผนังและพื้นล่างทั้งหมด ยกเว้นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันนับเป็นการซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สุดของพระอุโบสถหลังนี้ซึ่งมีอายุ 162 ปี และในโอกาสนี้เอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐินที่วัดประยุรวงศาวาส.